สวัสดี

สวัสดีทุกท่านครับ เราจะเป็นสถานที่ๆรวบรวมบทความน่าสนใจที่สร้างมุมมองที่สดใหม่ในการลงทุน เพื่อลับความคมของการลงทุนให้เฉียบ คม เพื่อสร้างพอร์ตโพลิโอไปสู่เส้นทางสู่อิสรภาพทางการเงิน และหวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ทุกท่านครับ

วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

อสูรกายในขวดแก้ว by invisible hand

อสูรกายในขวดแก้ว by invisible hand

พอดีมีกระทู้ข้างล่างถามเรื่อง value investor ทำให้นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ ขอเล่าย่อๆ นะครับ

เรื่อง นี้เป็นนิยายต่างประเทศ มีชายคนหนึ่งฐานะไม่สู้ดีนัก หลงรักผู้หญิงคนนึงเป็นลูกสาวเศรษฐี ด้วยความที่จนกว่าจึงไม่สามารถสู่ขอแต่งงานได้ชายคนนั้นจึงมีความทุกข์มาก จนกระทั่งได้เข้าไปนั่งในร้านแห่งหนึ่ง ก็เห็นชายคนหนึ่งเป็นผู้มีอันจะกินแต่งตัวดีมาก แต่สีหน้าไม่สู้ดีนัก พระเอกจึงเข้าไปถามว่าพี่ชายก็มีเงินทองขนาดนี้ทำไม่ถึงมีความทุกข์ ชายคนนั้นจึงเล่าให้ฟังว่า เขามีขวดอยู่ใบหนึ่ง มีอสูรกายอยู่ภายในและสามารถขอได้ทุกสิ่งทุกอย่าง และจะขายให้กับพระเอก แต่มีเงื่อนไขว่าขวดนี้จะต้องขายต่อในราคาต่ำกว่าที่ซื้อมาทุกครั้งและหาก ไม่สามารถขายได้ก่อนตายเมื่อตายไปจะต้องอยู่ในนรกตลอดกาล
...

พระเอกก็ โกรธและกล่าวว่าเอาสิ่งชั่วร้ายอย่างนี้มาให้เขาทำไม ชายคนนั้นใจเย็นและกล่าวต่อว่า คิดดูสิ เธอก็ซื้อขวดนี้ไป ขอทุกอย่างที่ต้องการให้หมด และขายขวดนี้ไปให้คนอื่น เมื่อก่อนขวดใบนี้ราคาเป็นล้านเหรียญ ต้องเป็นเศรษฐีเท่านั้นถึงซื้อได้ ตอนนี้ดูสิเหลือแค่ 70 เหรียญเอง

พระเอกด้วยความที่มีความรักอยู่และ ต้องการเงินจึงซื้อขวดนี้ไป และขอทุกอย่างที่ปรารถนา และก็สามารถขายขวดนี้ไปได้ในราคา 69 เหรียญ หลังจากนั้นพระเอกก็ไปสู่ขอนางเอกและแต่งงาน

เรื่องราวดูเหมือนจะจบ ลงแบบ happy แต่เมื่อแต่งงานได้ไม่นาน พระเอกก็พบว่าตัวเองกำลังเป็นโรคเรื้อนซึ่งเป็นโรคที่รักษาไม่หาย จึงทุกข์ใจอย่างยิ่งและได้นึถึงขวดอสูรกายขึ้นมา แต่เวลาก็ได้ผ่านไปพอสมควร ขวดใบนั้นได้ถูกเปลี่ยนมือหลายครั้งจนราคาลดลงเรื่อยๆ ด้วยความไม่ยั้งคิดทำให้พระเอกได้ซื้อขวดนี้มาในราคา 1 เซ็นต์ ซึ่งหมายความว่าจะขายในราคาต่ำกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

แม้ว่าพระเอกจะ หายจากโรคเรื้อน แต่ก็ต้องพบกับความทุกข์อย่างสาหัสกว่าเดิม เพราะการเก็บขวดไว้จนตายจะต้องเผชิญกับความน่ากลัวอย่างยิ่ง จนนางเอกรู้เข้า จึงได้ช่วยหาทางแก้ไข

จนกระทั่งทราบว่ามีเมืองแห่ง หนึ่งที่หน่วยของเงินเล็กกว่าเซ็นต์ คือ 1 เซ็นต์แลกได้ 5 หน่วยของเงินเมืองนั้น ทั้งคู่จึงเดินทางไป แต่เมื่อทั้งคู่ได้เล่าความทั้งข้อดีและข้อเสียของขวด ก็ไม่มีใครในเมืองยอมซื้อเพราะกลัวที่จะต้องตกนรกตลอดไป ด้วยความเสียสละ นางเอกจึงปลอมตัวเป็นคนมาซื้อขวดไป พระเอกซึ่งไม่รู้จึงขายได้ไปและมีความยินดีอย่างมาก แต่ก็แปลกใจที่ทำไมนางเอกดูเหมือนมีความทุกข์อยู่ ท้ายสุดพระเอกรู้ความจริง จึงทำแบบเดียวกันบ้างคือมาปลอมตัวมาซื้อขวดไปอีก

เรือง นี้จบลงด้วยมีคนเมาและกึ่งๆ บ้ารายหนึ่งมาซื้อขวดไปที่ราคา 1 หน่วย พระเอกนางเอกจึงกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอีกครั้ง ก็จบแบบ happy ending ตามแบบฉบับนิยายครับ

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงหุ้นที่มีการปั่น ราคาทุกครั้ง หุ้นที่สามารถขึ้นได้ 10 เท่าตัว ก็เหมือนการซื้อขวดอสูรกายที่สามารถให้โชคลาภได้ แต่สำหรับตลาดหุ้น เราไม่มีทางรู้ว่าเราจะเป็นคนสุดท้ายที่จะถือขวดใบนั้นหรือไม่ครับ และอาจจะมีคนถือขวดใบนั้นได้มากกว่า 1 คนครับ

ดังนั้น ในตลาดแบบนี้มีหุ้นปั่นที่ผมอาจจะเรียกแทนว่าหุ้นอสูรกายจำนวนมาก จึงอยากให้เพื่อนๆ คิดถึงเรื่องนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์นะครับ

หาก เพื่อนคนไหนเป็นสมาชิกห้องสินธรผมรบกวน copy หรือทำ link กระทู้นี้ไปด้วยนะครับ และฝากสวัสดีปีใหม่เพื่อนๆ ที่สินธรทุกคนด้วยครับและขอให้เพื่อนๆ ที่สินธรมีความสุขและประสบความสำเร็จในการลงทุนครับ
 

สิ่งที่ผมเรียนรู้จากการอยู่ในตลาดหุ้นมา 8 ปี

สิ่งที่ผมเรียนรู้จากการอยู่ในตลาดหุ้นมา 8 ปี

1. คนเข้ามาเล่นหุ้นส่วนมากคิดว่าหาเงินได้ง่ายๆ
มีเพื่อนจำนวนมากเห็นผมลงทุนมานานและได้ผลตอบแทนพอสมควร ก็มาถามว่าอยากลงทุนบ้างทำยังไงดี ผมก็ซื้อหนังสือให้ 2-3 เล่ม
บอกว่าไปอ่านให้จบก่อน แล้วมีอะไรมาถาม หนังสือเหล่านั้นผมอ่านวันเดียวจบ และรู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก ....
90% ของเพื่อนๆอ่านหนังสือไม่จบ แต่ก็ไปเปิดพอร์ตแล้วก็ซื้อตามคนอื่นบอก
ช่วงตลาดดีก็กำไร ... ช่วงตลาดแย่ก็ ... "เฮ้ย ทำไงดีวะกรูซื้อปูมา 700 บาทต่อกิโล"
ถ้าเล่นหุ้นมันง่าย ป่านนี้ไม่มีใครทำงานแล๊วววว .... อย่าลืมนะคนตายเขาไม่ได้พูด

2. คนไทยยังคงมีความรู้ทางด้านการลงทุนน้อยมาก
ผมว่าไทยเราก็เหมือนอเมริกาครับ เมื่อก่อนอเมริกามีแต่นักลงทุนรายย่อย แต่เล่นไปเล่นมา รายย่อย ย่อยยับกันหมด ทำให้ตอนนี้
อเมริกาเต็มไปด้วยกองทุน รายย่อยแทบไม่เหลือเลย
แล้วเราจะเล่นอย่างไรละในตลาดอย่างนี้ ลองนึกภาพตามนะครับ สมมติผมไปอธิบายให้คนคนนึงฟังว่า
- มีหุ้นตัวนึง pe 10 เท่า แต่คิด dcf ออกมาจากราคานี้ยังมี upside 200%
- กับอีกตัวผมบอกว่า ตัวนี้ pe 5 เท่า โตปีละ 20% ถือไป ปีนึงกำไร 100%
คุณว่าหุ้นตัวไหนจะขึ้นก่อนกันครับ

3. วลีเด็ดจากเซียน "อย่าโลภเกินความรู้" ใช้ได้เสมอ

4. บางทีเราก็รักหุ้นตัวนึงซะจนลืมมองข้อด้อยของมัน
ความรักทำให้คนตาบอด ... ซื้อหุ้นก็ทำให้เราตาบอดได้เหมือนกัน ตอน Subprime ผมก็โดนไปกับหุ้นตัวนึง ... ไม่ต้องกลัว หุ้นเรา
ไม่ลงหลอก เก่งขนาดนี้ ราคาตอนนี้ PE 5 เอง .... ผลลัพธ์.... ภายใน 1 อาทิตย์หุ้นผมลงไป 30% สุดท้ายใครจะไปรู้ว่า xxxx จะมีหุ้น
PE 2 ให้ซื้อเต็มไปหมดเลย

5. ราคาหุ้นเป็นโฆษณาที่ดีที่สุด ... พอราคาขึ้นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวคนก็จะมาสนใจกันเต็มไปหมดเอง ... ไม่ต้องไปโฆษณากับใครที่ไหน

6. ข่าวมักจะมาหลังจากราคาตอบสนองแล้ว
ถ้าวันนี้ set ลง ... ตลาดไทยทรุดตามตลาดต่างประเทศ, ตัวเลขเศรษฐกิจไม่ดี
ถ้าวันนี้ set ขึ้น ... ต่างชาติเข้าลงทุนในไทยเพิ่ม เนื่องจากลดพอร์ตในต่างประเทศ
ลองสังเกตุดูครับ

7. นักวิเคราะห์ในทีวี บางทีก็ไม่ได้รู้อะไรมากมาย
หลายท่านก็เก่งนะครับ นั่งฟังแล้วก็รู้สึกว่าได้อะไร แต่บางท่านต้องเก๊กครับ ตอบๆไปก่อน ผิดถูกไม่รู้ จะบอกว่าไม่รู้ไม่ได้เดี๋ยวเสียหน้า
ถ้าตอบถูก ... เดี๋ยวอีกอาทิตย์ถัดมาจะบอกว่า เนี่ยผมบอกไปแล้วอาทิตย์ที่แล้ว ถ้าตอบผิด ..... หายไปกับกลีบเมฆ

8. ความรู้ไม่มีสิ้นสุด
ทุกครั้งที่มองกลับไปข้างหลังก็จะรู้สึกว่าเมื่อก่อนเราโง่นะเนี่ย ฉะนั้นยังไงก็ห้ามหยุดศึกษาครับ

9. เพื่อนเป็นสิ่งที่ดีมากในโลกการลงทุน
ศึกษาหุ้นคนเดียวสู้ศึกษากันหลายๆหัวไม่ได้หรอกครับ ยิ่งถ้าเป็นคนที่กล้า comment แรงๆ นี่ใช่เลย

10. คนเราชอบเสพย์ข่าวดี
ลองไปดูหลายๆอันครับ ผมจำได้ว่า กระทู้ PTL มีคนไปบอกว่า ระวัง PTL ราคาแพงนะ ... มีคนมาหาว่า เสี่ย VI ส่งคนมาปล่อย
ข่าวจะได้เก็บหุ้นถูกๆ ... อ้าวชิปหาย เตือนแม่งก็โดนหาว่าทุบหุ้น พอไม่เตือนก็เจอหาว่าปั่นหุ้น

11. เล่นหุ้นให้คนอื่นยากกว่าตัวเอง
รับบริหารเงินให้คนอื่นนี่ปวดหัวมากครับ ถึงแม้คนเอาเงินให้เราเขาจะบอกว่าเขาไม่คิดอะไร แต่เราเองนั่นแหละ จะรู้สึกว่า เฮ้ย ไม่ได้
เงินเขาขาดทุนไม่ได้นะ เครียดเปล่าๆ

12. เหนือฟ้ายังมีฟ้า
พื้นฐานธุรกิจหรือจะเท่าเจ้าของลิขิต ผมได้เรียนรู้ว่า เล่นหุ้นที่เจ้าของอยากให้หุ้นขึ้นครับ ให้พยายามอยู่ข้างเดียวกับเขา (อาจจะดูไม่วีไอเท่าไหร่นะครับ)

13. ไทยแลนด์แดนอินไซด์
คนบางคนอยู่ในตลาดมาหนึ่งเดือนสองเดือน บอกว่า เฮ้ยๆ ได้อินไซด์มาเต็มเลย .. คุณมี connection แค่นั้น ... อยู่ในตลาดมาแค่นี้
คุยได้ข่าวมาไม่คิดว่าคนอื่นเขาจะได้ข่าวมาเหมือนกันหรอ ... เวลาได้ข่าวมา ต้องเช็คครับว่าข่าวจริงแค่ไหน แล้วก็เราได้ข่าวเป็นไม้ที่
เท่าไหร่ ถ้าได้เป็นไม้ท้ายก็อย่าไปเล่นเลยครับ เขาว่าข่าวไม้แรกมักจะมาจากเมียน้อยผู้บริหาร

14. ซื้อหุ้นตามเพื่อนแล้วซวยทุกที
เพื่อนๆมาเล่าให้ฟัง ... ตัวนี้ดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ ... เอาวะ ซื้อๆไปก่อนเดี๋ยวเพื่อนล้อ ... หุ้นมันลงมา 5% ก็เพราะเรามันไม่รู้พื้นฐาน
เลยต้อง cut loss ทิ้ง ... เพื่อนทุกคนอยู่ครบ .. แล้วหุ้นก็ดีดกลับไป +30% ในหนึ่งอาทิตย์ T_T เศร้าไม๊ ? .... ตอบได้ว่าเศร้า แต่
ทำไงได้ละ ขี้เกียจเอง

15. โอกาสมักจะมาตอนเราขี้เกียจ
ด้วยความขี้เกียจทำให้ปีที่ผ่านมาๆพลาดไปหลายมหกรรมเลยทีเดียว

16. จงลืมต้นทุน
ต้นทุนไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น ... จงคิดแต่ว่าราคาหุ้นปัจจุบันเนี่ย ถ้าเรายังไม่มีหุ้นตัวนี้ เราจะซื้อหรือเปล่า ถ้าเราไม่คิดจะซื้อ ... แล้วเราจะถือมันไว้ทำไม

17. ข่าวในหนังสือพิมพ์ ... ข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีเสียตังค์

18. ตลาดหุ้นเป็นสถานที่แปลก .. คนรวยนั่งรถเบนซ์ เดินไปขอคำแนะนำการลงทุนจากคนที่นั่งรถเมล์มาทำงาน

19. ราคาหุ้นในตลาดมันก็หลักการเศรษฐศาสตร์ขั้นต้น
หุ้นมันก็มีอยู่จำนวนเท่าเดิม .. อยู่ดีดีคนอยากมาซื้อหุ้นตัวนี้ มันก็ขึ้น ... อยู่ดีดีคนได้ข่าวร้าย แล้วเชื่อตามๆกัน มันก็ลง

20 มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม
เรามักจะคล้อยตามสิ่งรอบข้างได้ง่ายมาก ถ้าเราเชื่อว่าหุ้นตัวนึงไม่ดี ถ้าคนรอบข้างคอยบอกว่าหุ้นตัวนี้ดี ... คนเดียวอาจะไม่เท่าไหร่ แต่ถ้า 20 คนยืนยันเหมือนกัน
เรามีโอกาสจะคล้อยตามได้ง่ายมาก

21. เขาว่าถ้าเราเจอแมลงสาบตัวนึง ให้คิดได้เลยมันมีอีกเป็นฝูง
คล้ายกับหุ้นเลย .. ถ้ามีข่าวดีอันนึง เดี๋ยวจะมีมาอีกเพียบ ... แต่ถ้ามีข่าวร้ายเมื่อไหร่ ... โหย ... ร้ายแล้วเดี๋ยวมีร้ายกว่า

22. กับดัก VI หยิ่งในศาสตร์ของตน
หลายๆทีเราทะนงตัวว่าตัวเองเป็น VI
VI เป็นผู้ฉลาด รอบรู้ ศาสตร์อื่นๆล้วนด้อยกว่า ระวังครับ มันจะทิ่มแทงเราเอง
ลองดูสถานการณ์เหล่านี้
"ศึกษาตามหลัก VI มาดีแล้ว ราคาลงมา 30% ไม่เห็นต้องกลัวเลย .... สุดท้ายราคาลงไป 50% เฮ้ย รู้งี้ฟังคนอื่นพูดบ้างก็ดี"
"หุ้นลง 10% ... ไม่เป็นไรศึกษามาดี ลง 50% ก็ได้ ... พอเกิดจริง มันลงมา 30% เฮ้ย !! เดี๋ยวเหมือนครั้งก่อน กรูไปก่อนดีกว่า กลัวแล้ว สรุป ขายได้โลว์เลย"
หลายๆครั้งผมมักจะเห็นว่า VI ขายโลว์ ... ทำไมหรอครับ เพราะ VI ความอดทนสูงกว่าคนอื่นไงครับ ทนไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายทนไม่ได้

23. ซื้อหุ้นอย่าดูแค่มันถูก
คิดมูลค่าหุ้นออกมาโหย ถูกมาก upside 50% ดูแค่นี้ระวังนะครับ
หุ้นมันจะขึ้นได้ต้องมีคนมาสนใจ มาซื้อเพิ่ม
1. คนที่ถืออยู่แล้วมาซื้อเพิ่ม
2. ถ้าหุ้นตัวเล็ก นักลงทุนคนอื่นมาซื้อเพิ่ม
3. ถ้าหุ้นตัวกลางๆ นักลงทุนซื้อกันหมดแล้ว ต้องรอกองทุนมาสนใจ
4. ถ้าหุ้นเต็มไปด้วยกองทุนและนักลงทุนแล้ว ... ให้กลับไปดูข้อ 1
บางทีคนรอบตัวเราซื้อหุ้นกันไปหมดแล้วแต่หุ้นไม่ขึ้น อันนี้เริ่มน่ากลัวแล้วครับ แสดงว่ามีคนขายอยู่จำนวนมาก
เขาอาจจะรู้อะไรที่เราไม่รู้ก็ได้


http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=49361&hilit=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C+2+%E0%B8%9B%E0%B8%B5

อ่านงบการเงินให้เป็น

ผมติดตามบทความของท่านอาจารย์ ดร.ภาพร
เอกอรรถพร ทาง หนังสือพิมพืกรุงเทพธุรกิจมาหลายสัปดาห์
และ คัดลอกไว้ ผมอยากเอาแบ่งปัน เผื่อเป็นประโยชน์ กับเพื่อนๆบ้าง
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

อ่านงบการเงินให้เป็น

โดย : ดร.ภาพร เอกอรรถพร
Source: bangkokbiznews.com

1. เนื้อหาสำคัญกว่ารูปแบบหมายถึงอะไร?

“เนื้อหา สำคัญกว่ารูปแบบ Substance than Form” มีความหมายว่า รูปแบบตามกฎหมายไม่สำคัญกับการบันทึกบัญชีเท่ากับเนื้อหาทางเศรษฐกิจ นักบัญชีพร้อมจะมองข้ามรูปแบบตามกฎหมายไปหาข้อเท็จจริงทางธุรกิจทุกเมื่อ
ตัวอย่างเช่น ในการออกงบการเงิน “หน่วยงานที่เสนอรายงาน” อาจประกอบด้วยบริษัทมากกว่าหนึ่งแห่ง หากโดยเนื้อหาแล้ว บริษัทเหล่านั้นคือบริษัทเดียวกัน แม้ว่าจะเป็นคนละนิติบุคคลกัน (ตามรูปแบบของกฎหมาย) ทั้งนี้ เนื่องจากกฎบัญชีกำหนดว่า “บริษัทใหญ่” ต้องนำงบการเงินของ “บริษัทย่อย” มารวมเพื่อจัดทำ “งบการเงินรวม” เมื่อบริษัทใหญ่สามารถ “ควบคุม” นโยบายการเงินและการดำเนินงานของบริษัทย่อยได้
 

2.ทำไมนักบัญชีจึงต้องจู้จี้กับ “งวดบัญชี” หรือ “งวดการรายงานทางการเงิน” หรือ “ความถี่ของการรายงาน”?

เพราะ งวดบัญชีคือเส้นแบ่งเวลาที่จะทำให้นักบัญชีสามารถสรุปผลการดำเนินงานของ บริษัทเพื่อออกงบการเงิน ลองมโนภาพถึงเส้นเวลาที่ไม่มีวันสิ้นสุด เรารู้ว่าบริษัทเริ่มต้นเมื่อไร แต่ไม่รู้ว่าบริษัทจะจบลงเมื่อไร ถ้านักบัญชีไม่กำหนด “งวดบัญชี” ไว้ นักบัญชีก็จะต้องรอให้บริษัทหมดอายุขัยก่อนที่จะสามารถรายงานผลให้นักลงทุน ทราบ บริษัทบางบริษัทมีอายุเป็นร้อยปี (แล้วนักลงทุนอายุไม่ถึงร้อยอย่างเราจะรอไหวหรือ?) นักบัญชีจึงจำเป็นต้องสร้างกลไกให้สามารถสรุปผลทางบัญชีเพื่อรายงานให้เจ้า ของบริษัททราบเป็นระยะๆ โดยนำเวลามาแบ่งออกเป็นช่วงๆ ช่วงละเท่าๆ กัน

3. “กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จรวม” ประกอบด้วยรายการอะไร?

“กำไร ขาดทุนเบ็ดเสร็จ” หมายถึง กำไรขาดทุนทุกประเภทที่เกิดขึ้นในระหว่างงวด ดังนั้น “กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จรวม” จึงแยกออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 2 กลุ่ม นั่นคือ

กลุ่มที่หนึ่ง กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จที่เกิดจากการดำเนินงานในระหว่างงวดของบริษัท กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จประเภทนี้คำนวณได้จากการนำรายได้ (จากการดำเนินงานในระหว่างงวด) มาหักค่าใช้จ่าย (ในการดำเนินงานระหว่างงวด) เพื่อหา “กำไรขาดทุนสุทธิ” ซึ่งถือเป็นกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ “หลัก”

กลุ่มที่สอง กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จที่เกิดจากการปรับมูลค่าของสินทรัพย์หรือหนี้สินตามวิธี การบัญชี ณ วันสิ้นงวด แต่กฎบัญชีไม่อนุญาตให้บริษัทนำกำไรขาดทุนเหล่านี้ไปแสดงรวมกับรายการใน กลุ่มที่หนึ่ง เช่น กำไรที่เกิดจากการเพิ่มมูลค่าของสินทรัพย์ หรือกำไรจากการแปลงค่างบการเงิน กำไรขาดทุนเหล่านี้รวมเรียกว่า “กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น”
 
 
4. “งบการเงินสำหรับบุคคลภายนอก” แตกต่างจาก “งบการเงินเพื่อผู้บริหาร” อย่างไร?

งบ การเงินที่ออกให้บุคคลภายนอก (Financial Statements) เน้นการให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุน เพื่อให้นักลงทุนสามารถนำงบการเงินนั้นไปใช้ในการตัดสินใจซื้อหุ้นหรือให้ บริษัทกู้ยืมเงิน ดังนั้น งบการเงินที่ออกให้บุคคลภายนอกจึงต้องอยู่ภายใต้ “มาตรฐานการรายงานทางการเงิน” (ซึ่งรวมถึง “แม่บทการบัญชี” และ “มาตรฐานการบัญชี”) ที่ออกโดยผู้เกี่ยวข้องกับวิชาชีพบัญชี นอกจากนั้น งบการเงินที่ออกให้บุคคลภายนอกยังต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่ มีหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์ของนักลงทุน เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์ และหน่วยงานกำกับดูแลอื่น เช่น กระทรวงพาณิชย์หรือธนาคารแห่งประเทศไทย

ผลที่เกิดขึ้นทำให้บริษัทต้องออกงบการเงินให้แก่บุคคลภายนอกตามรูป แบบที่กำหนดโดยกฎบัญชีหรือข้อกำหนดของกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้การรวมรายการ (การนำบัญชีย่อยๆ หลายบัญชีมารวมกัน) และชื่อบัญชีที่ปรากฏในงบแตกต่างไปจากรายการที่แสดงในงบการเงินเพื่อผู้ บริหาร นอกจากนั้น ข้อมูลที่ไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุน เช่น รายละเอียดปลีกย่อยและจำนวนเศษสตางค์ ก็ไม่จำเป็นต้องนำมาแสดงให้บุคคลภายนอกทราบ

ส่วนงบการเงินเพื่อผู้บริหาร (Management Accounts) เป็นงบการเงินที่ใช้เป็นการภายในเพื่อวัตถุประสงค์ในการบริหารและควบคุม ดังนั้น รายการที่แสดงในงบการเงินเพื่อผู้บริหารจึงอาจมีรายละเอียดหรือมีการจำแนก หมวดหมู่ที่แตกต่างไปจากงบการเงินที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไป นอกจากนั้น งบการเงินเพื่อผู้บริหารไม่จำเป็นต้องแสดงหมายเหตุประกอบงบการเงิน เพราะผู้บริหารทราบความเป็นไปภายในบริษัทอยู่แล้ว

เนื่องจากบริษัทใช้งบการเงินเพื่อผู้บริหารเป็นฐานในการออกงบการเงิน ให้กับบุคคลภายนอก ดังนั้น งบการเงินเพื่อผู้บริหารกับงบการเงินที่ออกให้บุคคลภายนอกจึงเป็นสิ่งเดียว กัน จะแตกต่างกันก็แต่รูปแบบที่นำเสนอ
 
 
5. ทำอย่างไรจึงจะมั่นใจว่างบการเงินที่บริษัทนำเสนอแสดงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานที่เชื่อถือได้?

งบ การเงินที่ออกให้บุคคลภายนอกต้องตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับ อนุญาต (คือผู้สอบบัญชีที่มีคุณสมบัติตามที่วิชาชีพกำหนด) ความเห็นของผู้สอบบัญชีจะแสดงอยู่หน้างบการเงิน (เป็นแผ่นแรกก่อนที่จะถึงงบการเงิน) เรียกว่า “รายงานของผู้สอบบัญชี”

“การตรวจสอบ” งบการเงินจะเป็นไปตาม “มาตรฐานการสอบบัญชี” ซึ่งการตรวจสอบนั้นก็เพื่อให้แน่ใจว่างบการเงินที่บริษัทออก แสดงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานอย่าง “ถูกต้องตามควร” และเป็นไปตาม “มาตรฐานการรายงานทางการเงิน” (ซึ่งแต่เดิมรู้จักกันในชื่อ “มาตรฐานการบัญชี” แต่ในปัจจุบันมาตรฐานการรายงานทางการเงินมีความหมายที่กว้างกว่า และครอบคลุมกฎบัญชีหลายชนิด เป็นต้นว่า แม่บทการบัญชี “มาตรฐานการบัญชี” “มาตรฐานการรายงานทางการเงิน” การตีความมาตรฐานการบัญชี และการตีความมาตรฐานการรายงานทางการเงิน)

ตามปกติ รายงานของผู้สอบบัญชีจะมีสามวรรค ถ้ารายงานผู้สอบบัญชีมีมากกว่าหรือน้อยกว่าสามวรรค ผู้ใช้งบการเงินต้องพิจารณางบการเงินนั้นเป็นพิเศษ เพราะแสดงว่าผู้สอบบัญชีที่ตรวจสอบงบการเงินนั้น ได้พบอะไรบางอย่างที่ทำให้ต้องออกรายงานต่างไปจากปกติ

6. จริงหรือไม่ที่ผู้สอบบัญชีมีหน้าที่ตรวจสอบการฉ้อฉลในบริษัท?

ผู้ สอบบัญชีมีหน้าที่ตรวจสอบว่างบการเงินที่บริษัทออกเป็นไปตามข้อกำหนดใน “มาตรฐานการรายงานทางการเงิน” หรือไม่ ผู้สอบบัญชีไม่มีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบการฉ้อฉลในบริษัท แต่ระหว่างการตรวจสอบ หากผู้สอบบัญชีตรวจพบข้อสงสัย ผู้สอบบัญชีต้อง “ตรวจสอบเพิ่มเติมจนเป็นที่พอใจ” ก่อนที่จะสามารถให้ความเห็นต่องบการเงินได้ เพราะการฉ้อฉลอาจทำให้งบการเงินของบริษัทไม่แสดงฐานะการเงินและผลการดำเนิน งานที่ “ถูกต้องตามควร”

ข้อกำหนดของการสอบบัญชีกล่าวไว้ว่า ผู้สอบบัญชีไม่มีความรับผิดชอบในการป้องกันการทุจริตหรือข้อผิดพลาด แต่การตรวจสอบประจำปีอาจยับยั้งการทุจริตและข้อผิดพาดได้

7.  อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt-equity Ratio) คืออะไร?

เมื่อ เราทราบว่าสินทรัพย์ทั้งสิ้นของบริษัทต้องนำมาแบ่งกันระหว่างเจ้าหนี้กับผู้ ถือหุ้น นักการเงินจึงสร้างอัตราส่วนขึ้นมาจำนวนหนึ่ง เพื่อใช้เป็นดัชนีชี้วัดถึงสัดส่วนของหนี้สินต่อทุน (เรียกสั้นๆ ว่า ดีอีเรโช) โดยนำเอา “หนี้สินทั้งสิ้นหารส่วนทุนทั้งสิ้น”

ตัวอย่างเช่น 200,000/100,000 = 2:1 หมายความว่าบริษัทนั้นมีหนี้สินสองเท่าของส่วนทุน นักลงทุนดูดีอีเรโช เพื่อพิจารณาความเสี่ยงในการลงทุน ถ้าดีอีเรโชสูง ก็หมายความว่าบริษัทบริหารงานด้วยหนี้ หรือสินทรัพย์ในบริษัทเกิดขึ้นจากการกู้ยืมเป็นหลัก เมื่อบริษัทได้รายได้จากการดำเนินงาน บริษัทต้องนำรายได้ดังกล่าวมาจ่ายดอกเบี้ย ถ้าหนี้สูง ดอกเบี้ยอาจสูงจนทำให้ผู้ถือหุ้นไม่ได้รับผลตอบแทนต่อการลงทุนเต็มเม็ดเต็ม หน่วย

ดีอีเรโชยังชี้ให้เห็นถึงความสามารถในการกู้ยืมเงินเพิ่มเติม ถ้าดีอีเรโชสูง โอกาสในการกู้ยืมเงินเมื่อจำเป็นอาจมีจำกัด และเป็นเหตุให้เกิดปัญหาสภาพคล่องได้ และหากบริษัทเกิดปัญหาสภาพคล่อง ทางเลือกที่เหลืออยู่จะกลายเป็นการออกหุ้นทุนเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้ผู้ถือหุ้นเสียประโยชน์ในการลงทุนได้ (สัดส่วนการถือหุ้นอาจลดลงถ้าไม่มีเงินเพียงพอมาซื้อหุ้นใหม่)

สำหรับเจ้าหนี้ ดีอีเรโชที่ มีจำนวนสูงแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงในการให้บริษัทกู้ยืมเงินเพิ่มเติม เพราะหากบริษัทมีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยมากๆ บริษัทอาจไม่มีเงินเพียงพอที่จะนำไปบริหารงานและล้มละลายในที่สุด หากบริษัทล้มละลาย การเรียกร้องสินทรัพย์ก็เป็นไปได้ยาก เพราะต้องแบ่งกับเจ้าหนี้หลายฝ่าย เจ้าหนี้อาจไม่ได้หนี้คืนเต็มเม็ดเต็มหน่วย

8. การเรียงลำดับรายการภายใต้ “สินทรัพย์” มีหลักเกณฑ์อย่างไร?

ใน ประเทศไทย “สินทรัพย์”จะเรียงลำดับจากรายการที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วที่สุด และแน่นอนที่สุด เช่น เงินสด เงินลงทุน ลูกหนี้ และสินค้าคงเหลือ ไปจนถึงรายการที่ไม่อาจเปลี่ยนเป็นเงินสดแต่จะเปลี่ยนเป็นบริการแทน เช่น ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า

รูปแบบการเรียงลำดับรายการในงบแสดงฐานะการเงินของแต่ละประเทศอาจแตก ต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแนวคิดและข้อกำหนดของประเทศนั้นๆ ในภาคพื้นยุโรป สินทรัพย์จะเรียงลำดับจาก “ไม่หมุนเวียน” ไปสู่ “หมุนเวียน” ในประเทศไทย สินทรัพย์หมุนเวียนจะแสดงอยู่ก่อนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนตามรูปแบบ ของอเมริกัน อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังมาตรฐานบัญชีของประเทศไทยได้รับอิทธิพลมาจากทางยุโรป ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจถ้ารูปแบบงบการเงินของประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต

9. “เงินลงทุนเพื่อค้า” ต่างจาก “เงินลงทุนเผื่อขาย” อย่างไร?

“เงิน ลงทุนเพื่อค้า” มีไว้เพื่อการค้าจริงๆ (ชื่อก็บอกอยู่แล้ว) บริษัทบางบริษัทมีอาชีพในการค้าขายหลักทรัพย์ (หุ้นทุนหรือหุ้นกู้ที่มีสภาพคล่องจนสามารถซื้อง่ายขายได้ทันที) บริษัทจึงทำมาค้าขายหลักทรัพย์โดยการซื้อมาขายไปตลอดเวลาเพื่อตัดกำไรช่วง สั้น การทำมาค้าขายหลักทรัพย์ของบริษัทเหล่านี้มีรูปแบบชัดเจน บริษัทอาจทำการจัดกลุ่มสินทรัพย์ตามลักษณะความเสี่ยงและซื้อขายคละกันเพื่อ ลดความเสี่ยงในการขาดทุน หรือมีการบริหารจัดการโดยการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างเป็นระบบ

“เงินลงทุนเผื่อขาย” มีไว้ขายเพื่อเก็งกำไรเหมือนกัน (ปกติจะไม่อยู่ในลักษณะที่เป็นอาชีพ) บริษัททั่วไปมักนำเงินที่เหลือใช้ไปลงทุนระยะสั้นในหลักทรัพย์เผื่อว่า เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงิน บริษัทจะได้นำหลักทรัพย์ออกขายได้ทันที โดยเฉพาะเวลาที่ราคาหุ้นกำลังขึ้น เพราะบริษัทอาจได้กำไรจากการลงทุนในขณะที่รอใช้เงินมากกว่าการนำเงินไปฝาก ธนาคารที่มักให้ผลตอบแทนที่น้อยกว่า

10. ค่าเผื่อคืออะไร?

ค่า เผื่อคือ “บัญชีหัก” หรือบัญชีสินทรัพย์ซึ่งมียอดอยู่ทางด้านเครดิต (ตามปกติสินทรัพย์จะมียอดทางด้านเดบิต) ค่าเผื่อเป็นบัญชีที่มีไว้หักจากสินทรัพย์บัญชีอื่น เช่น ค่าเผื่อการด้อยค่าของเงินลงทุนจะเป็นบัญชีที่นำไปหักจากบัญชีเงินลงทุน เนื่องจากราคาของเงินลงทุนได้ลดลง แต่บริษัทไม่ต้องการที่จะสูญเสียข้อมูลเดิมเกี่ยวกับเงินลงทุน จึงนำบัญชีค่าเผื่อมาหักจากบัญชีเงินลงทุนเพื่อแสดงยอดสุทธิ แทนที่จะลดจำนวนเงินลงทุนลงตรงๆ การทำอย่างนี้ทำให้เราได้รับข้อมูลที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
 
 
11. บัญชีปรับมูลค่าคืออะไร?

บัญชี ที่จะนำมาปรับมูลค่าสินทรัพย์หรือหนี้สินให้เพิ่มขึ้นหรือลดลง เนื่องจากมูลค่าที่แสดงอยู่ภายใต้บัญชีสินทรัพย์หรือหนี้สินนั้นเปลี่ยนแปลง ไปจากเดิม แต่บริษัทต้องการแสดงยอดเดิมไว้เพื่อใช้อ้างอิงในภายหน้า จึงอาศัยบัญชีปรับมูลค่ามาบวกหรือลบบัญชีสินทรัพย์หรือหนี้สิน เพื่อให้ได้ยอดสุทธิตามมูลค่าที่ควรเป็นขณะที่ออกงบการเงิน

12. ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญคืออะไร?

เมื่อ มีการขายเชื่อก็ย่อมจะมีหนี้สูญ บริษัทต้องประมาณ “หนี้สงสัยจะสูญ” ที่น่าคาดว่าจะเกิดจากลูกหนี้ที่บันทึกไว้ (ดูจากประสบการณ์ในอดีต หรืออัตราหนี้สูญที่เกิดกับอุตสาหกรรมประเภทเดียวกัน) บริษัทต้องเครดิต“ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ”เพื่อนำมาหักจากบัญชี “ลูกหนี้” ในงบแสดงฐานะการเงินตามเกณฑ์คงค้าง โดยไม่ต้องรอให้ลูกหนี้กลายเป็นบุคคลล้มละลายก่อน

ข้อสังเกต นักบัญชีใช้คำว่า “หนี้สงสัยจะสูญ” เมื่อทำการประมาณ “หนี้สูญ” และบันทึกบัญชี “หนี้สงสัยจะสูญ” เป็นค่าใช้จ่ายในระหว่างงวด แต่นักบัญชีใช้คำว่า “หนี้สูญ” เมื่อบริษัทได้ติดตามหนี้จนถึงที่สุดแล้วไม่ได้รับชำระหนี้

13. เกณฑ์คงค้างคืออะไร?

นัก บัญชีใช้เกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) ในการบันทึกบัญชี ไม่ใช่เกณฑ์เงินสด (Cash Basis) เกณฑ์คงค้างทำให้นักบัญชีต้องบันทึกบัญชีเมื่อมีรายการทางธุรกิจ “เกิดขึ้น” แทนที่จะบันทึกเมื่อมีการรับหรือจ่ายเงินสด เช่น บริษัทใช้ไฟฟ้าไปแล้วแต่ยังไม่ได้จ่ายค่าไฟ บริษัทต้องบันทึกบัญชีค่าไฟในงวดที่ใช้ไฟโดยการ

เดบิต ค่าไฟ (ถือเป็นบัญชีค่าใช้จ่าย)
เครดิตค่าไฟฟ้าค้างจ่าย (ถือเป็นบัญชีหนี้สิน)

สรุปว่า เกณฑ์คงค้างทำให้นักบัญชีต้องบันทึก “รายได้” และ “ค่าใช้จ่าย” ในขณะเดียวกับที่บันทึก “สินทรัพย์” และ “หนี้สิน” ในงวดที่ “เกิดขึ้น” ไม่ใช่งวดที่มีการชำระเงิน เพื่อให้สามารถวัดผลกำไรขาดทุนและฐานะการเงินที่แท้จริงของบริษัท

คำว่า “เกิดขึ้น” ในทางบัญชี มีความหมายที่เฉพาะเจาะจง เช่น รายได้ “เกิดขึ้น” เมื่อกระบวนการก่อให้เกิดรายได้เสร็จสิ้นลง และค่าใช้จ่าย “เกิดขึ้น” เมื่อบริษัทได้รับประโยชน์จากค่าใช้จ่ายนั้น หรือค่าใช้จ่ายนั้นหมดประโยชน์ต่อบริษัทแล้ว
 
 
14. รายการระหว่างบุคคลหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกันบอกอะไรแก่นักลงทุน?

รายการ ระหว่างบุคคลหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกัน (เรียกสั้นๆ ว่า “รายการระหว่างกัน”) เช่น เงินให้กู้แก่กรรมการ เงินให้กู้แก่บริษัทในเครือ และลูกหนี้หรือเจ้าหนี้การค้ากับบริษัทในเครือ เป็นรายการที่นักลงทุนต้องพิจารณาเป็นพิเศษ เนื่องจากรายการเหล่านี้เกิดขึ้นกับบุคคลหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ทำให้บริษัทสามารถ “สร้าง” รายการดังกล่าวได้โดยไม่ต้องพึ่งบุคคลที่สาม เช่น ถ้าบริษัทเรียก “ค่าบริหารจัดการ (Management Fee)” จากบริษัทในเครือและบันทึกเป็นรายได้ รายได้ดังกล่าวอาจไม่สะท้อน “ความสามารถในการดำเนินงาน” ของบริษัทอย่างแท้จริง เนื่องจากบริษัทสามารถสั่งให้บริษัทในเครือจ่ายค่าบริหารจัดการเมื่อไรและ เป็นจำนวนเท่าไรก็ได้ ดังนั้น นักลงทุนจึงควรพิจารณารายการระหว่างกันเป็นพิเศษก่อนตัดสินใจลงทุน
 

15. ราคาทุนของเงินลงทุนคืออะไร?

ราคา ทุนของเงินลงทุน หมายถึง จำนวนเงินที่บริษัทจ่ายเพื่อซื้อเงินลงทุน บวก รายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการให้ได้มาซึ่งเงินลงทุนนั้น เช่น ค่าจัดการรายการ ค่านายหน้า และค่าธรรมเนียมวิชาชีพ
 

16. การด้อยค่าคืออะไร?

สินทรัพย์ ที่อยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน เช่น เงินลงทุน หรือที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ อาจแสดงมูลค่าที่สูงกว่าราคาที่ซื้อขายกันในท้องตลาด เรียก “ราคาตลาด” (หรือราคาที่เทียบเท่ากับราคาตลาดในกรณีที่สินทรัพย์ไม่มีราคาตลาดชัดๆ ซึ่งการหาราคาที่เทียบเท่ากับราคาตลาดนี้ กฎบัญชีมีวิธีการปฏิบัติที่หยุมหยิมเยอะแยะและมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตาม สถานการณ์ ในเบื้องต้นนี้ เราคงจะไม่ลงลึกลงไปให้ปวดสมอง)
ถ้า “ราคาตลาด” ของสินทรัพย์ต่ำกว่ามูลค่าที่แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน แสดงว่าสินทรัพย์ที่อยู่ในงบแสดงฐานะการเงินนั้นเกิดการด้อยค่า บริษัทต้องปรับมูลค่าของสินทรัพย์ลงให้เท่ากับ “ราคาตลาด” โดยนำบัญชีสินทรัพย์มาหักจากค่าเผื่อการด้อยค่า ค่าเผื่อการด้อยค่าของสินทรัพย์สามารถปรับสูงขึ้นหรือต่ำลงได้ในงวดถัดไป หาก “ราคาตลาด” ของสินทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปอีก
 

17. เงินลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลด้อยค่าได้หรือไม่?

ตาม ปกติ เงินลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอาจไม่ด้อยค่าด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรก รัฐบาลจะไม่ล้มละลาย (แต่ถ้ารัฐบาลไม่มีเงินจ่ายหนี้เมื่อไร เงินลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลก็อาจด้อยค่าได้) ประการที่สอง บริษัทตั้งใจถือพันธบัตรไปจนครบกำหนดโดยไม่ขายออกไปก่อน เพราะถ้าบริษัทถือพันธบัตรไปจนหมดอายุ บริษัทก็จะได้ทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นคืนตามสัญญา (ถ้ารัฐบาลไม่ล้มละลาย) เงินลงทุนนั้นก็จะไม่ด้อยค่า (เงินลงทุนในพันธบัตรที่บริษัทตั้งใจและมีความสามารถที่จะถือไปจนครบกำหนด เรียกว่า “เงินลงทุนในตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด”)

แต่เงินลงทุนในพันธบัตรอาจด้อยค่าได้ ถ้าบริษัทไม่คิดจะถือพันธบัตรไปจนหมดอายุ แต่ถือไว้เผื่อจำเป็นต้องขาย (เรียกว่า “เงินลงทุนเผื่อขาย”) บังเอิญว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดมีแต่เพิ่มสูงขึ้น จนไม่เห็นทางว่าจะลดต่ำลงมาสู่ระดับเดิม ถ้าเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น ราคาพันธบัตรก็จะดิ่งลงจนทำให้พันธบัตรด้อยค่าได้ (เหตุที่ราคาของพันธบัตรลดลงก็เพราะ พันธบัตรจ่ายอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าคนอื่น เราเลยต้องลดราคาลงเพื่อให้ขายออก) อายุคงเหลือของพันธบัตรยิ่งยาวเท่าไร โอกาสด้อยค่าก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

18. สินค้าคงเหลือควรมีจำนวนมากหรือน้อยดี?

จำนวน ของสินค้าคงเหลือในบริษัทหนึ่งๆ มักขึ้นอยู่กับลักษณะอุตสาหกรรมของบริษัทนั้น เช่น บริษัทที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะมีสินค้าคงเหลือจำนวนสูงตามลักษณะธุรกิจ แต่บริษัทที่ซื้อมาขายไปในยุคดอตคอม สินค้าคงเหลือจะมีจำนวนต่ำเนื่องจากการสื่อสารที่รวดเร็ว ทำให้การสั่งซื้อสินค้าและการจัดส่งสามารถทำได้โดยที่บริษัทไม่ต้องเก็บ สินค้าคงเหลือไว้มากนัก อย่างไรก็ตาม สินค้าที่คงเหลืออยู่ในบริษัทไม่ควรมีจำนวนแตกต่างมากจากจำนวนสินค้าคงเหลือ ถัวเฉลี่ยของบริษัทต่างๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

5 วิธีเล่นหุ้นสำหรับมนุษย์เงินเดือน

Image

5 วิธีเล่นหุ้นสำหรับมนุษย์เงินเดือน

ยุคที่ดอกเบี้ยเงินฝากน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อ มนุษย์เงินเดือนที่พอจะมีเงินเหลือจากรายจ่ายประจำเดือนอยู่บ้าง (บางคนบอกว่าไม่เหลือ แถมไม่พอใช้ด้วย) ก็ต้องหาทางบริหารเงินให้งอกเงย ทางหนึ่งที่น่าสนใจและเป็นที่นิยมพอสมควรคือการเล่นหุ้น ผมลองรวบรวมวิธีการเล่นหุ้นที่ผมใช้อยู่ทุกวันนี้มาแบ่งปันกันในฐานะของมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งครับ

1. ไม่นั่งเฝ้าราคาทั้งวัน การเป็นมนุษย์เงินเดือนนั้น บริษัทจ้างเรามาเพื่อทำงานครับ ถ้าคุณไม่ได้ทำงานเป็นมาร์ของโบรกที่ต้องคอยดูราคาขึ้นๆ ลงๆ คุณก็ไม่ควรนั่งจ้องหน้าจอหุ้นตลอดเวลา มีช่วงหนึ่งของชีวิตที่ผมเคยเล่นหุ้นโดยมีระบบการซื้อขายที่ตัดสินใจจากราคาหุ้นที่เปลี่ยนแปลงไป ช่วงนั้นผมต้องนั่งเฝ้าหน้าจอทั้งวันเลย ดีที่ตอนนั้นทำงานเป็นฟรีแลนซ์เลยปรับเวลาทำงานตัวเองเป็นหลังตลาดปิด แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองเสีย Productivity มาก เมื่อเทียบกับเงินเพียงเล็กน้อยที่ได้มาจากการเฝ้าหน้าจอ

2. ไม่เล่นรอบเพื่อหวังรวยเร็ว เชื่อว่า 99% ของคนที่ไม่เคยเล่นหุ้นมาก่อนและกำลังตัดสินใจจะเล่นโดยที่ยังไม่มีความรู้อะไรมากนัก ย่อมคิดว่าการเล่นหุ้นทำให้รวยเร็ว เริ่มจากเงินลงทุนจำนวนไม่มากของตัวเอง ซื้อหุ้นตอนราคาต่ำๆ ถือไว้สักพักราคาจะวิ่งขึ้น จากนั้นก็ขายเพื่อเอาทุนคืน เอากำไรที่ได้ไปซื้อหุ้นตัวใหม่ ทำแบบนี้ไม่กี่รอบ จากเงินลงทุนหลักหมื่นจะกลายเป็นหลักแสน หลักแสนจะกลายเป็นหลักล้าน ผมไม่ปฏิเสธว่ามีคนที่ทำแบบนี้แล้วพอร์ตโตขึ้นจริง แต่คำถามคือมีคนกี่เปอร์เซ็นต์ที่ทำได้แบบนี้? และเขาจะได้กำไรไปเรื่อยๆ หรือเปล่า? มันทำให้ผมคิดถึงคนที่เล่นหวย บางคนดวงดีทำบุญมาเยอะ ซื้อหวยแล้วถูกเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะถูกหวยบ่อยๆ เหมือนเขานะ

3. เล่นหุ้นให้เหมือนฝากประจำ สมัยที่ผมทำงานใหม่ๆ ได้เงินเดือน 20,000 บาท ผมจะแบ่งเงินครึ่งหนึ่งสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน อีกครึ่งเอาเข้าบัญชีเงินฝากประจำทุกเดือนเป็นเวลา 24 เดือน มันน่าอึดอัดเหมือนกันเวลาที่ผมอยากซื้อของราคาสูงๆ อย่างโน้ตบุ๊ก แต่มันก็ช่วยให้มีวินัยทางการเงิน และส่งผลให้สองปีต่อมา ผมมีเงินก้อน 240,000 บาท บวกดอกเบี้ยอีกก้อนเล็กๆ ตอนนี้ผมประยุกต์ใช้วิธีนี้กับการเล่นหุ้น คือแบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้ทุกเดือนเพื่อโอนเข้าบัญชีหุ้น (ผมใช้บัญชีเงินสด) บางคนอาจใช้เงินก้อนนี้ซื้อหุ้นทุกเดือนเลยโดยไม่สนราคา แต่ผมใช้วิธีถือเงินสดไว้และรอเข้าซื้อในจังหวะที่หุ้นตกแรงๆ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา แต่ละปีจะมีช่วงเวลาที่หุ้นตกหนักประมาณ 2-3 ครั้ง

4. ซื้อหุ้นเหมือนซื้อกิจการ เป็นกฎของนักลงทุนแนวพื้นฐาน (Fundamental) และนักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) เนื่องจากมนุษย์เงินเดือนไม่มีเวลานั่งเฝ้าราคา และไม่หวังรวยเร็วจากการเล่นรอบ เลยต้องซื้อหุ้นโดยวิเคราะห์พื้นฐานของธุรกิจนั้นๆ เสมือนว่าเราจะซื้อกิจการ ต้องเข้าใจว่ารายรับของบริษัทมาจากไหน มีรายจ่ายอะไรบ้าง ลูกค้าคือใคร สภาพตลาดเป็นยังไง อีก 5 ปี ตลาดจะใหญ่ขึ้นมั้ย คู่แข่งแข็งแกร่งแค่ไหน ผู้บริหารเป็นยังไง ฯลฯ ถ้าเข้าใจสิ่งเหล่านี้ เมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างเข้ามาทำให้ราคาหุ้นตกหนัก ผมก็จะเข้าใจว่าเหตุการณ์นั้นส่งผลกระทบต่อพื้นฐานของธุรกิจในระยะยาวจริงหรือเปล่า ถ้ามีผลแค่ระยะสั้น ผมก็จะใช้เงินสดในข้อ 3 เพื่อซื้อหุ้นเพิ่ม แต่ถ้าดูแล้วน่าจะส่งผลกระทบในระยะยาว แบบนี้ก็ค่อยพิจารณาขายทิ้ง

5. ตั้งเป้าหมายว่าจะมีรายได้จากเงินปันผลไว้ใช้ตอนเกษียณ ลองประเมินดูว่าทุกวันนี้ถ้าเรากินอยู่อย่างประหยัด ต้องใช้เงินเท่าไหร่ ลองคูณเงินเฟ้อเพื่อดูว่าอีก 20-30 ปีที่เราเกษียณแล้ว เราต้องใช้เงินเท่าไหร่ ถ้าค่าใช้จ่ายของเราในอนาคตมาจากเงินปันผล แปลว่าตอนนั้นเราควรมีพอร์ตขนาดไหน พอร์ตของเราในปัจจุบันยังห่างจากเป้าหมายเท่าไหร่ ในแต่ละปีเราควรจะมีเป้าหมายในการเพิ่มขนาดพอร์ตปีละเท่าไหร่ ถ้าวางแผนให้ดีตั้งแต่ตอนที่ยังมีแรงทำงาน พอถึงตอนที่ทำงานไม่ไหวแล้ว เราจะได้ไม่ต้องลำบากลูกหลานครับ
Image

Image
อภิศิลป์ ตรุงกานนท์
จบตรีวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เป็นสาขาที่ไม่มีการสอนวิชาบัญชีหรือไฟแนนซ์
แต่ทำบัญชีรายรับรายจ่ายของตัวเองตั้งแต่ ป.6 และเริ่มลงทุนในพันธบัตร
เงินฝากประจำ และหุ้นตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ จากนั้นถึงต่อโทการจัดการและกลยุทธ์
เลยมีโอกาสได้เรียนบัญชีกับไฟแนนซ์ ทำให้พบว่าเป็นเรื่องน่าปวดหัวมาก
แต่ก็มีความเซ็กซี่น่าคลุกวงในอยู่ไม่น้อย


ต้นฉบับ
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/top ... 61206.html
http://financial.issexy.net/2012/07/5-s ... salaryman/



Attachments:
portfolio-value-estimation-for-retirement.png
portfolio-value-estimation-for-retirement.png [ 12.92 KiB | Viewed 1064 times ]

Companion variables วีธีการหาหุ้นต่ำมูลค่า

Companion variables วีธีการหาหุ้นต่ำมูลค่า

พอดีผมอ่านเจอในงานเขียนของ Prof.Damodaran เรื่อง Valuation นะครับ เห็นว่าน่าสนใจดีครับ เลยเอามาแลกเปลี่ยนความเห็นกับเพื่อนๆ

โดยเริ่มจากตอนแรก การประเมินมูลค่าหุ้น ( Valuation) โดยดูจากอัตราส่วนเชิงเปรียบเทียบ(Relative multiples) พวก P/E , P/B, EV/EBITDA ต่างๆ ตามตารางด้านล่างนี้

Attachment:

funndamentals_detemining_multiples.jpg
funndamentals_detemining_multiples.jpg [ 43.11 KiB | Viewed 3015 times ]


จากตารางจะเห็นว่า อัตราส่วนที่เป็นตัวกำหนดพื้นฐาน เช่น P/E จะมีตัวแปรคือ expected growth,payout,risk
ถ้าดูจากตารางจะเห็นว่า การที่จะมีค่า

P/E สูงขึ้น ก็จะมาจาก expected growth ที่สูงขึ้น หรือ payout (การปันผล) ที่สูงขึ้น หรือไม่ก็ risk ที่ต่ำลง
P/B สูงขึ้น ก็จะมาจาก คล้ายๆกับ P/E แต่มีเพิ่มคือ ROE ที่สูงขึ้น

ในตัวแปรเหล่านี้ จะมีตัวแปรพระเอกอยู่ตัวนึง ที่ Damodaran เรียกมันว่าเป็น companion variable เป็นตัวหลักที่พบว่าหากตัวแปรนี้มีค่าที่ผิดปกติ ตามตารางด้านล่าง จะทำให้เกิด valuation mismatch ขึ้น

Attachment:

companionvariables.jpg
companionvariables.jpg [ 40.06 KiB | Viewed 3015 times ]


ถ้าเราพบเงื่อนไข ตามตารางด้านบน เราก็อาจจะพบหุ้นต่ำมูลค่าหรือ undervalue แล้วก็ได้นะครับ เช่น หุ้นที่มี P/E ต่ำ แต่มี expected growth rate สูง(อันนี้ทุกคนน่าจะคุ้นเคยคือหุ้นที่มี PEG ต่ำ) หรือ หุ้นที่มี P/BV ต่ำ แต่ ROE สูง ( เลยไม่น่าแปลกใจเลย ที่หุ้นบางตัว trade กันที่ P/BV ต่ำมากๆ แต่ราคาหุ้นไม่ขึ้นเพราะตลาดไม่ปรับค่า P/BV ให้เพราะ ROE ต่ำเตี้ยติดดินเลย)

เผื่อบางคนที่กำลังหาหุ้นอยู่ แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง อาจเอาไปใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นได้นะครับ

vi ห้าหนุ่ม 5 มุม

vi ห้าหนุ่ม 5 มุม

อนุรักษ์ บุญแสวง ( พี่ลูกอีสาน thai vi )
‘เป็นการลงทุนที่รวยง่ายและเร็วที่สุด’


เมื่อ 9 ปีก่อนเขาเริ่มต้นประสบการณ์การลงทุนด้วย “กลยุทธ์ทางเทคนิค” ที่ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้เงินลงทุนหายไปเกือบครึ่งภายในเวลา 2 ปี

“เริ่มต้นก็เจ็บตัวเลย เลยคิดว่า การดูเพียงตัวเลข ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะเทคนิคมันเป็นแค่ความน่าจะเป็น ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป”

ประกอบ กับเขาได้อ่านบทสัมภาษณ์ “ปีเตอร์ อิริค เดนนิส” นักลงทุนชาวออสเตรเลีย ที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย และประทับใจคำพูดที่ว่า “หุ้นไม่แค่เศษกระดาษ มันมีคนทำงานจริง” เลยหันมาสนใจศึกษาการวิเคราะห์ด้านปัจจัยพื้นฐานอย่างจริงจัง

อย่าง ไรก็ตาม อนุรักษ์ ก็ยังมองว่า นักลงทุนที่มองด้านพื้นฐานบางครั้งก็มักลงทุนด้วยความรู้สึก ที่คิดแต่เพียงว่า หุ้นตัวนี้ดี แต่ถามว่า ดีอย่างไรก็ตอบไม่ได้ ไม่มีข้อมูลมาสนับสนุน

แล้วแนวทางที่เขาเดินก็ค่อยๆ มุ่งมาสู่ VI ที่เขาบอกว่า เป็นวิธีการที่ลึกซึ้งกว่าการดูเพียงปัจจัยพื้นฐาน

นับจากวันนั้นจนวันนี้ มูลค่าทรัพย์สินของเขาเพิ่มขึ้น 8 เท่าตัว โดยมีกิจการที่ถืออยู่ในมือ 8-9 ตัว (แต่ให้น้ำหนักในหุ้น 5 ตัว)

” ผมเป็นลูกชาวบ้านจริงๆ เป็นมนุษย์เงินเดือน ไม่มีทรัพย์สินอะไร ได้เงินทุนก้อนหนึ่งมาจากการไปทำงานต่างประเทศ ก็นำมาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์”

แม้ว่า ญาติพี่น้องจะไม่เห็นด้วยกับวิธีการของเขาก็ตาม เพราะ “ญาติๆ ผมมองว่า หุ้นเป็นการพนัน” แต่แล้วเขาก็พิสูจน์ให้ใครๆ เห็นว่า เขาคิดถูก

เพราะ วันนี้ในวัย 32 ปี เขาสามารถเกษียณจากงานประจำ โดยที่ไม่มีธุรกิจส่วนตัว มีเพียงรายได้จากการลงทุน และนั่นทำให้เขาเชื่อว่า การลงทุนในแบบ VI เป็นวิธีที่ทำให้รวยเร็วที่สุดและง่ายที่สุด ทั้งยังมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย

“การทำธุรกิจเสี่ยง มากที่จะล้มเหลว แต่ถ้าเป็น Value Investor โอกาสรวยแทบจะ 100% แค่อาศัยเวลา เพราะมันต้องอาศัยการทบต้น ซึ่งปีแรกๆ อาจจะช้า แต่ปีหลังๆ จะเร็วมาก

“วิธีเก็งกำไร ก็รวยเร็วเหมือนกัน แต่ก็ทำให้จนเร็วด้วย โอกาสได้เยอะก็จริง แต่ก็มีโอกาสที่จะเสียเยอะด้วยเช่นกัน อย่างผมในปีที่ดีๆ อาจจะได้ผลตอบแทน 100% อย่างปีนี้ตลาดนิ่งๆ พอร์ตผมโต 50% อย่าไปเสียเวลากับหุ้นปั่นเลย”

นอกจากผลตอบแทนที่น่าพอใจแล้ว อนุรักษ์ ยังบอกอีกว่า การลงทุนแบบนี้ไม่เคยทำให้เขาตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน เพราะ “ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเรา ไม่ต้องสนใจภาวะตลาด เพียงแต่ต้องใจเย็น เพราะถ้าไม่อดทนก็ไม่ประสบความสำเร็จ”

คุณสมบัติที่มักจะมีอยู่ในตัว Value Investor ในความเห็นของ อนุรักษ์ คือ ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่ฟุ่มเฟือย และไม่ตามกระแส

“VI ที่เก่งๆ ทุกคนจะเห็นคุณค่าของเงิน ไม่สุรุ่ยสุร่าย แม้ว่า เขาจะมีเงินซื้อรถยนต์ราคา 10 ล้าน แต่เขาจะไม่ทำกัน เพราะคิดว่า ถ้าจะซื้อรถราคา 10 ล้านบาท นำเงินไปลงทุนดีกว่า อีกไม่กี่ปีก็เพิ่มเป็น 20 ล้านบาทแล้ว”

พร้อมกันนี้ อนุรักษ์ ยังฝากข้อคิดไว้ให้นักลงทุน ทั้งมือใหม่และมืออาชีพด้วยว่า…

” หุ้นไม่ใช่เศษกระดาษ ไม่ใช่การพนัน มันมีคนทำงาน มีกิจการจริงๆ เพราะฉะนั้นจะลงทุนในหุ้นต้องศึกษาพื้นฐานด้วย ถ้าศึกษาได้จะไม่มีใครขาดทุน แต่จะขาดทุนเพราะอยากรวยเร็ว ไปเล่นหุ้นปั่น โดยลืมไปว่า มันทำให้จนเร็วด้วย แล้วก็จะคิดว่า หุ้นเป็นการพนัน”


ฉัตรชัย วงแก้วเจริญ

‘เน้นคุณค่าทั้งการลงทุนและการใช้ชีวิต’


ฉัตร ชัย เป็นนักลงทุนแบบ VI อีกคนหนึ่งที่เลือกจะเกษียณตัวเองจากงานประจำ และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขด้วยผลตอบแทนจากการลงทุนจากแนวทาง VI จากหุ้นเพียงตัวเดียว ด้วยวัยเพียง 38 ปี

เขาเล่าว่า เขาเริ่มต้นด้วยเงินทุนไม่สูงนัก แต่นั่นก็เป็นเงินเก็บก้อนแรกของเขา และไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก

” ผมเล่นหุ้นมาตั้งแต่สมัยยังเคาะกระดาน ก็เล่นตามข่าวบ้าง ดูกราฟบ้างเล็กๆ น้อยๆ ฟังบทวิเคราะห์บ้าง แม้จะไม่ได้ขาดทุนมากนัก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ”

แล้วเขาก็มาค้นพบเส้นทางเดินช่วงที่เรียน MBA และทำงานด้านการเงิน ทำให้เรียนรู้ด้านการเงิน บัญชี เศรษฐกิจ ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเขาบอกว่า นั่นเป็นโชคดีของเขา เพราะทำให้เห็นว่า ประเทศอาจจะต้องลดค่าเงินในไม่ช้า เขาตัดสินใจ “ล้างพอร์ต” เลิกเล่นหุ้น

แล้วเหตุการณ์ที่เขาคาดมันก็เกิดขึ้นจริง

เขากลับเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์อีกครั้งในปี 2542 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดอยู่ในจุดต่ำสุด

” เห็นแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง ค่าเงินบาทนิ่ง และการแก้ไขปัญหาสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ที่คืบหน้าไปมาก เลยเข้ามาซื้อ ซึ่งบังเอิญถูกตัว”

ในตอนนั้นจะดูภาพรวมของประเทศ เป็นหลัก ประกอบกับดูว่า บริษัทที่ไม่มีหนี้ ในขณะนั้น ก็น่าจะเป็นบริษัทที่แข็งแกร่ง จากนั้นภาวะเศรษฐกิจก็เริ่มปรับตัวดีขึ้น ในระหว่างนั้นเริ่มศึกษามากขึ้น และปรับปรุงจุดอ่อนของตัวเองเรื่อยมา จนกระทั่งมาอยู่ในแนวทางของ VI

“การลงทุนแบบ VI ให้เวลากับเรา ไม่ต้องเฝ้า กลางคืนนอนหลับ เมื่อก่อนนอนไม่ได้ กลางคืนต้องมานั่งดูดัชนีดาวน์โจนส์ ดูข่าว แต่ตอนนี้ก็สนใจแต่กิจการของเรา”

และไม่ใช่เพียงแค่รูปแบบการลงทุน เท่านั้นที่เป็นแบบเน้นคุณค่า แต่การใช้ชีวิตก็จะเน้นคุณค่าไปด้วย โดยใช้ชีวิตพอเพียง รู้คุณค่าการใช้เงิน ซึ่งจะตรงข้ามกับคนที่เข้ามาเล่นหุ้นแล้วหวังว่าจะรวย

“คนที่เป็น Value Investor จริงๆ จังๆ จะศึกษาธรรมะ เพราะชีวิตจะไม่ตื่นเต้น จิตใจจะสงบ และถ้าไม่มีธรรมะมายึดเหนี่ยวไว้ ก็จะอยู่ในแนวนี้ไม่ได้ เพราะ VI จะเป็นเรื่องของจิตใจมาเป็นอันดับหนึ่ง ถ้าหลงติดบ่วงกิเลส ถูกยั่วยวนจากราคาหุ้นก็เป็นไม่ได้”


นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์

‘เป็นวิธีลงทุนที่ทำให้กินอิ่มนอนหลับ’


แม้ ว่า เขาจะออกตัวว่า ศึกษาการลงทุนในแนวทางนี้มาได้เพียง 3 ปี แต่ถ้าพูดถึง “สุมาอี้” แล้ว เพื่อนพ้องน้องพี่ใน thaivi.com คงจะบอกได้ว่า เขาก็ “แม่ทัพมือหนึ่ง” เหมือนกับชื่อที่เขาเลือกใช้นั่นล่ะ

“จะให้บอกว่า การลงทุนแนว VI ดีที่สุดคงไม่ได้ เพราะมีเรื่องบุคลิกของแต่ละคนมาเกี่ยวข้องด้วย แนวในการลงทุนต้องเข้ากับบุคลิกของเรา คนที่รู้ทันจิตวิทยามวลชน อาจจะเล่นเก็งกำไรได้ดี แต่ผมเห็นหุ้นแดงจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้”

เพราะฉะนั้นสำหรับเขา… “การลงทุนแบบ VI มันเข้ากับนิสัยของผม”

” ก็เลยมาในแนว VI ดีกว่า ใจไม่หวิวมาก มันเป็นวิธีการลงทุนที่ทำให้กินอิ่มนอนหลับ เพราะถ้าเราต้องเฝ้าตลาดตลอดเวลา ต้องคอยเช็คข่าวอยู่ตลอด แม้ว่า จะได้กำไรมากก็คงไม่มีความสุข”

นอกจากกินอ่มนอนหลับแล้ว ก็คงต้องบอกว่า สำหรับเขาคงจะนอนหลับอย่างเป็นสุข เพราะผลตอบแทนที่ผ่านมาของเขา “ชนะตลาด” มาตลอด

เขา จะขอเก็บ “ตัวเลข” พอร์ตลงทุนของเขาไว้เป็นความลับ และออกตัวว่า พอร์ตเขาไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก เพราะมันเริ่มต้นมาจากเงินเก็บส่วนตัวของเขา

“ต้องใจเย็นๆ แล้วทำผลตอบแทนให้ได้ 15-20% ต่อปี ในทุกๆ ปี แล้วภายใน 20 ปี รับรองเลยว่า มูลค่าเงินลงทุนในพอร์ตจะผิดหูผิดตาไปเลย”


สันติ สิงหวังชา

‘เคยลองเล่นเก็งกำไรแล้วนอนไม่หลับ’


เขา เป็นผลผลิตจากโครงการอบรมนักลงทุนรุ่นใหม่ (New Investor Program: NIP) โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมกับสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย เมื่อ 4 ปีก่อน

“ที่นั่นสอนทุกอย่างตั้งแต่การวิเคราะห์ด้วยปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยทางเทคนิค ความรู้ด้านการเงิน การบัญชี รวมทั้งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า และ พออบรมมาหมดแล้วก็ชอบแนวนี้ (VI) เพราะได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่า มีคนประสบความสำเร็จจำนวนมาก เลยมุ่งมาที่แนวนี้”

จาก “บัณฑิตวิศวะจุฬาฯ” หมาดๆ ในวันนั้น วันนี้เขากลายเป็นหนึ่งในนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ได้รับการยอมรับในกลุ่ม Value Investor รุ่นพี่ในเว็บไซต์ thaivi.com แหล่งรวมพลคนรัก VI ในชื่อ “YOYO”

” แนวคิดอย่างหนึ่งที่ผมยึดเสมอเวลาเลือกซื้อหุ้นก็คือ เลือกซื้อหุ้นเหมือนกับเลือกซื้อธุรกิจ เพราะมันก็คล้ายๆ กับการทำธุรกิจทั่วไป ดูธุรกิจที่เราเข้าใจ เรารู้เรื่อง และคาดการณ์ว่า น่าจะอนาคตดี”

กิจการที่เขาเลือกส่วนใหญ่จะเป็นการผลิต รับจ้างผลิต หรือ โรงงานให้เช่า เพราะตัวเขามีความรู้พื้นฐานด้านวิศวกรรม แต่ถ้าเป็นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เขาจะไม่สนใจเลย

สันติ เริ่มต้นการลงทุนในตลาดหุ้นครั้งแรกด้วยเงินออมของตัวเองจำนวน 2 แสนบาท จากนั้นอีกไม่นาน เมื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า วิธีการของเขาถูกต้อง คุณแม่ “เพิ่มทุน” ให้อีก 1.5 ล้านบาท รวมแล้วก็ 1.7 ล้านบาท

วันนี้เขาอายุ 25 ปี มีทรัพย์สินที่เกิดจากการลงทุนมูลค่า 17.5 ล้านบาท

และ เมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนที่เกิดจากการลงทุนของเขากับคนในครอบครัว เขาเล่าว่า การลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่และถือลงทุนระยะยาวของพ่อเขาจะได้กำไรดีกว่าฝาก ธนาคารนิดหน่อย แต่ถ้าเป็นการเล่นตามข่าวอย่างแม่ก็จะขาดทุน

“เห็นได้ ชัดเลยว่า VI ดีกว่า และไม่ต้องมานั่งกังวล เพราะเคยลองเล่นหุ้นเก็งกำไรเหมือนกัน เพื่อนบอกว่าดี ก็ลองซื้อตาม แต่ซื้อแล้วนอนไม่หลับ กลัวราคาลง”


ปรัชญา ฤกษ์ดีทวีทรัพย์

‘เหมือนซื้อบ้านเป็นที่อยู่ยามชรา’


แม้ จะเจ็บตัวไปสองครั้งสองคราว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ปรัชญาเข็ดขยาด ไม่ล่าถอย แต่เขากลับไปทำการบ้าน ศึกษาค้นคว้าหายุทธวิธี แล้วเขาก็กลับมาเอาชนะได้อย่างสง่างาม

เพราะครั้งนี้เขากลับมาพร้อม กับเงินลงทุนเริ่มต้น 3 แสนบาท ในวันที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ 250 จุด และจนถึงวันนี้ในวัย 47 ปี เขามีชื่อติดโผ “ผู้ถือหุ้นใหญ่” ของหลายบริษัท

“ช่วงต้นที่ผมเข้าลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อหลายปี ก่อน มีเงินสดแค่ 3 แสนกว่าบาท แล้วก็หมดจากเหตุการณ์ของโลก แล้วออกมาทำมาค้าขาย พอมีเงินเก็บก็เข้าตลาดหุ้นอีกด้วยทุนเพียง 3 แสนกว่าๆ แล้วก็หมดตอนปิด 56 ไฟแนนซ์ เพราะสมัยก่อนเล่นหุ้นเก็งกำไร ซื้อๆ ขายๆ แต่หุ้นไฟแนนซ์”

แต่ในช่วงที่เขาหลบออกมาเลียแผลและสะสมทุน เขาไม่ได้ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า เพราะเขาตรวจหาข้อบกพร่อง และใช้เวลาในตอนกลางคืนค้นข้อมูลบริษัทจดทะเบียน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักลงทุนคนอื่นๆ ตามเว็บไซต์ต่างๆ ที่ทำให้ได้แง่คิดมุมมองใหม่ๆ

ถึงเขาจะยังสนุกอยู่กับการลงทุนแบบเก็งกำไร (แต่ไม่ใช่การเก็งกำไรที่ไร้ทิศทางอีกแล้ว) แต่ส่วนใหญ่ของเงินลงทุนของเขาเป็นการลงทุนแบบ VI

“ส่วน 70-80% ซื้อหุ้นเหมือนฝากเงินได้ปันผลมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร… ถ้าจะเปรียบผมก็เห็นว่า พวก VI ซื้อหุ้นเหมือนการซื้อบ้าน เป็นที่อยู่อาศัยเป็นที่พึ่งยามแก่ชรา (หวังให้มันยาวมากๆ)”

และบ้านหลังนี้ก็คงจะเป็นบ้านที่ “อยู่เย็นเป็นสุข” ตามแบบของ Value Investor ที่ ปรัชญา บอกว่า เขาหลงเสน่ห์ VI ก็ตรงที่…

” เมื่อเราเลือกหุ้นตามอุตสาหกรรมที่ต้องการ ได้หุ้นที่ราคาต่ำ ผลการดำเนินงานของบริษัทดี มีกำไรคุ้มค่ากับการลงทุนเราก็ถือไว้ยาว ไม่ต้องเฝ้าราคาหุ้นทุกวันเหมือนหุ้นเก็งกำไร นอนหลับสบาย เพราะผู้บริหารมีธรรมาภิบาล มีวิสัยทัศน์และแผนการในอนาคต”

คอลัมน์ Money Tips โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 25 กันยายน 2549

สวลี ตันกุลรัตน์ sawaleet@posttoday.com

ชีวิตประจำวันของ VI

ชีวิตประจำวัน


1) ใช้ชีวิตประจำวันต่ำกว่ามูลค่า
ไม่ฟุ้งเฟ้อเเต่ต้องไม่ลำบาก เเละให้รางวัลตัวเองตามเหมาะสมข้อนี้ผมว่าสำคัญที่สุดเพราะมันจะสร้างนิสัยVI จะซื้อของทีดูของที่ต่ำกว่ามูลค่าหรือเหมาะสมกับมูลค่า ถ้าทำเป็นนิสัยเราคงซื้อหุ้นได้ดีขึ้น เเถมถ้ามีการใช้ชีวิตต่ำกว่ามูลค่าเราก็จะมีเงินเหลือไปซื้อหุ้นอีกเยอะ

2) ถ้ายังไม่เป็นนักลงทุนเต็มเวลาก็ทำ"หน้าที่"ของเราให้ดีที่สุด
ยากเหมือนกันเพราะตอนลงทุนใหม่ๆ เราเอาเวลามาทำอะไรบ้าๆบอๆเกี่ยวกับหุ้นมากไป พอลงทุนไปซักพักก็รู้ว่า การตั้งใจทำงานให้"อู่ข้าวอู่น้ำ"ที่ให้เงินเรามาลงทุน สำคัญมากกว่า

3) รักษาสุขภาพนะ จะได้เป็นนักลงทุนไปนานๆ

4) ติดตามกิจการตัวเอง
-Setหน้าHomepage เเละHomepage Tab เป็นWebsiteของหุ้นที่เราถือโดยผมจะเลือกหน้านักลงทุนสัมพันธ์ หัวข้อข่าวตั้งเป็นหน้าเเรก
-อ่านThaiVI
-โทรคุยกับIRเป็นระยะตามความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องรอมีข้อสงสัย เเต่เราควรจะมีเรื่องคุยที่Smartเเละไม่น่าเกลียด(เพิ่งเริ่มคิดจะทำ ปกติจะโทรเเค่ตอนสงสัยหรือมีปัญหา)
-ถ้ามีข้อเสนอเเนะให้บริษัทปรับปรุงตัวหรือพัฒนา ก็ไม่ลังเเลที่จะเเจ้งบริษัทผ่านช่องทางต่างๆ

5)ถ้าต้องใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการต่างๆจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทตนเองผลิตก่อน

6) ไม่ว่าไปไหนมักจะสังเกต"หุ้น"รอบๆตัวเช่น เจอสินค้ายอดนิยมก็อดไม่ได้ที่จะพลิกหลังขวดดูว่าบริษัทไหนผลิต ว่างๆนั่งดูรายการในช่องของบริษัทที่เราสนใจว่าดีจริงไหม

7) คืนกำไรจากการลงทุนให้สังคมเเละผู้มีพระคุณในรูปเเบบต่างๆ ให้ความรู้รุ่นน้องถ้ามีโอกาส สิ้นปีงบของตัวเองเเบ่งเงินกำไรเป็น3ส่วน(สัดส่วนเเล้วเเต่ความสบายใจ ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน)เพื่อ ลงทุนต่อ, ให้พ่อเเม่, ทำบุญ เป็นต้น

8) ฝึกทำใจให้เปิดมากกว่าเดิม พยายามเทน้ำออกจากเเก้วเเละรับทุกศาสตร์ ทุกความต่าง ทั้งความเห็นเเละหลักการณ์ เลิกทะเลาะผ่านคีย์บอร์ด(ลิขสิทธิ์คำนี้จากคุณpat :mrgreen: )...พูดง่ายๆคือฝึกที่จะวางเเนวทางVIลง ถ้าทำได้จะได้ความรู้ทางการลงทุนอีกมหาศาล

ที่สำคัญที่สุดซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน เเต่ผมมองว่าเป็นสิ่งที่"มนุษย์"คนหนึ่งต้องทำคือถ้ามีอิสรภาพทางการเงิน (ยิ่งเป็นนักลงทุนเต็มเวลาที่มีอิสรภาพทางการเงินด้วยเเล้วยิ่งต้องทำ) คือจงหาช่องทางที่จะคืนให้สังคมเเละประเทศ โดยวิธีต่างๆเเละวิธีนั้นๆควรเป็นสิ่งที่"เรารัก"ที่จะทำ :D